Friday, 29 April 2016 09:27

เปลี่ยน ‘บริการ’ เป็น ‘บริบาล’ ช่วยลดฟ้องร้องแพทย์ เพิ่มประโยชน์ ปชช.ได้หรือไม่

Rate this item
(0 votes)

เมื่อ เร็วๆ นี้มีประเด็นที่น่าสนใจในระบบสาธารณสุข กรณีที่แพทยสภาเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 โดยไม่ให้ครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งขณะนั้น นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายก แพทยสภาให้สัมภาษณ์ว่า ได้เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมว่าแพทย์ เป็น “ผู้ให้บริบาล” ไม่ใช่ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งเท่ากับผู้ป่วยไม่ใช่ผู้บริโภค และแพทย์จะไม่รวมอยู่ในคดีผู้บริโภคอีกต่อไป หลักการนี้เป็นสากล ไม่มีประเทศไหนให้เรื่องการแพทย์เป็นคดีผู้บริโภคแบบไทย บางประเทศถึงกับออกกฎหมายว่าในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินห้ามฟ้องทางแพ่งกับผู้ให้ การช่วยเหลือด้วยซ้ำเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครกล้าช่วยเลย ขณะที่ประเทศไทย ทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนว่าหมอไม่กล้ารักษาและส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่นหมด ดังนั้นวิธีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะทำให้หมอกล้ารักษามากขึ้น

 

การเปลี่ยนจาก บริการทางการแพทย์ มาเป็นคำว่าบริบาลนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันมากในแวดวงการแพทย์ มีความเกี่ยวพันกับเรื่องความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข วิธีการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับความเสียหายทางการแพทย์

สำนักข่าว Health Focus จึงขอนำเสนอมุมมองและความเห็นจากแต่ละฝ่าย ระหว่าง นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เพื่อให้ผู้อ่านได้ตัดสินใจ

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา

 

นายแพทยสภาชี้ การรักษาไม่ใช่สินค้า หมอไม่ใช่ผู้ให้บริการ

“นายกแพทยสภา” แจงเหตุเสนอแก้ “พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” แยกการรักษาออกจาก “บริการ” พร้อมเสนอเปลี่ยนใช้คำ “บริบาล” แทน ชี้เป็นการรักษา ไม่ใช่เป็นสินค้าหรือบริการ แถมหมอไม่ใช่ผู้ให้บริการ ส่วนผู้ป่วยไม่ใช่ลูกค้า พร้อมระบุผลหลังกฎหมายบังคับใช้ 7 ปี ทำหมอถูกฟ้องง่าย ไม่อยากรักษา กระทบทำส่งต่อผู้ป่วยเพิ่ม  

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีแพทยสภาได้เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 โดยไม่ครอบคลุมถึงบริการทางการแพทย์ ว่า ขณะนี้ได้เสนอร่างแก้ไขต่อ รมว.สาธารณสุขแล้ว คงต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน โดย สธ.จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. กฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

สาเหตุที่แพทยสภาเสนอให้แก้ไขเนื่องจากที่ผ่านมา พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการรักษาของแพทย์ แต่ยังส่งผลกระทบประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยเอง เพราะการให้การรักษาของแพทย์ไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่สามารถปฏิเสธได้ เหมือนกับสินค้าและบริการอื่นๆ อีกทั้งผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเหมือนกัน อาจให้การรักษาที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงมีผลการใช้ยาที่แตกต่างกัน ที่อาจใช้บรรทัดฐานเดียวกันไม่ได้ ขณะเดียวกันผู้ป่วยเองก็ไม่ใช่ผู้รับบริการหรือลูกค้า ซึ่งภายหลังจากที่มีการออกกฎหมายฉบับนี้และให้ครอบคลุมถึงการรักษาปรากฎว่า ได้สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาอย่างมาก

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แพทยสภายังเสนอให้เปลี่ยนการรักษา จากที่ผ่านมามีการใช้คำว่า “บริการ” เป็น “บริบาล” แทน เพราะหากเปิดพจนานุกรมจะพบว่ามีความหมายที่แตกต่างกัน บริการคือการปฏิบัติรับใช้และให้ความสะดวกต่างๆ ขณะที่คำว่าบริบาลคือการรักษา ซึ่งที่ผ่านมาหอผู้ป่วยมีแต่คำว่าหอบริบาลผู้ป่วย ขณะเดียวกันแม้แต่การให้การรักษาของสัตวแพทย์ยังใช้คำว่าบริบาล ซึ่งในอดีตในการรักษาผู้ป่วยเราก็ใช้คำว่าบริบาลมาโดยตลอด แต่เกิดความสับสนภายหลังจากมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการบัญญัติศัพท์ผู้ซื้อบริการ ผู้ให้บริการ และนำมาใช้การรักษาของแพทย์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ประกอบกันในการดำเนินการโรงพยาบาล มีการทำมาตรฐาน HA และ ISO ทำให้ถูกมองว่าเป็นเรื่องธุรกิจที่เป็นการบริการ อีก

ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาจึงทำให้เกิดความเข้าใจความหมายที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่าการรักษาเป็นเรื่องที่รวมอยู่ในงานบริการด้วย จึงกำหนดให้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคครอบคลุมถึงการรักษา จนส่งผลกระทบในปัจจุบัน  

“การเสนอให้เปลี่ยนจากคำว่าบริการเป็นบริบาล มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ตัดเรื่องการรักษาออกจากคดีผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะบริบาลผู้ป่วยไม่ใช่บริการ อีกทั้งการรักษายังไม่ใช่เรื่องธุรกิจ ซึ่งในต่างประเทศไม่มีประเทศใดที่นำเรื่องการแพทย์ไปร่วมอยู่ในคดีผู้บริโภค ส่วนใหญ่กำหนดให้ฟ้องร้องในคดีแพ่ง มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ออกกฎหมายแบบนี้” นายกแพทยสภา กล่าวและว่า ทั้งนี้แพทยสภาเคยคัดค้านเรื่องนี้ในช่วงที่มีการผลักดันออกกฎหมายแล้ว แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ออกมาในช่วงรัฐประหารจึงไม่มีฝ่ายค้าน

ต่อข้อซักถามว่า ที่ผ่านมาหลัง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคบังคับใช้ส่งผลกระทบอย่างไร นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ซึ่งทำให้การฟ้องร้องแพทย์ทำได้ง่ายขึ้น โดยสามารถฟ้องแพทย์ได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย มีแต่เสมอตัวกับได้ โดยแพทย์ต้องเป็นผู้รับชอบเองทั้งหมดรวมถึงค่าจ้างทนาย ส่งผลให้แพทย์ไม่อยากรักษา ทำให้มีการส่งต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงต้องมีการปรับแก้เพื่อให้แพทย์มีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วย เต็มที่ ไม่ต้องกลัวการถูกฟ้องร้องในภายหลัง เรื่องนี้แม้แต่ในโรงพยาบาลเอกชนก็ประสบปัญหา เพียงแต่พยายามไกล่เกลี่ยเพราะหากถูกฟ้องจะทำให้หมอไม่อยากทำงาน ตรงนี้เสียหายกว่า

“การแก้กฎหมายโดยให้นำเรื่องการรักษาออกจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค จะทำให้สถานการณ์การดูแลผู้ป่วยดีขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครอยากรักษา อีกทั้งยังเป็นการให้ความเป็นธรรมต่อแพทย์ เพราะจะถูกแกล้งฟ้องร้องเมื่อไหร่ก็ทำได้ง่าย เพราะผู้ป่วยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ส่วนแพทย์ต้องรับผิดชอบหมดทั้งที่เป็นผู้ให้การรักษา ซึ่งในต่างประเทศเองยังมีกฎหมายที่คุ้มครองแพทย์ อย่างประเทศอเมริกา สวีเดน มีการออกกฎหมายที่ระบุว่า กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต ในการรักษาห้ามมีการฟ้องแพทย์ทั้งในคดีแพ่งและอาญา” นายกแพทยสภา กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้มาโดยตลอด มีการเสนอหลายครั้งแต่ติดยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาล ทำให้เกิดความล่าช้า อย่างไรก็ตามมองว่าแนวโน้มการแก้ไขกฎหมายขณะนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มเข้าใจ ทั้งผู้พิพากษาและ สนช. จึงควรมีการแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนที่อาจมีผู้ที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยนั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องบอกว่าหากไม่แก้ไขในที่สุดประชาชนก็จะเดือดร้อน เพราะจะทำให้แพทย์ไม่อยากดูแลผู้ป่วย เพราะการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้น ทั้งที่มีความเต็มใจที่อยากรักษาผู้ป่วยก็ตาม

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

 

ชี้แพทยสภาเลี่ยงบาลีแก้ “บริการ” เป็น “บริบาล” รังแกประชาชน

“ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์” ค้านแพทยสภา เสนอตัดการรักษาออกจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคครอบคลุมการรักษา พร้อมแจงที่มา ผู้ป่วยได้รับความเสียหายยากจน เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมเหตุไม่มีค่าใช้จ่าย แถมติดแพทยสภาพิจารณาล่าช้า ทำคดีขาดอายุความ ติงแพทยสภาอย่าเลี่ยงบาลีแก้ “บริการ” เป็น “บริบาล” รังแกประชาชน พร้อมเสนอ รมว.สธ.ควรเร่งออก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ทางออกความขัดแย้งแพทย์-ผู้ป่วย  

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหาย ทางการแพทย์ กล่าวถึงกรณีแพทยสภาเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 โดยไม่ให้ครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาลว่า ที่มาของเรื่องนี้เกิดจากกรณีที่คนไข้ร้องเรียนไปที่แพทยสภา ซึ่งนอกจากมักจะมีมติว่า “คดีไม่มีมูล” แทบทุกคดีแล้ว ยังใช้เวลานานหลายปีในการพิจารณากว่าจะมีมติ คนไข้จึงนำคดีไปฟ้องศาล ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นการฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมศาล ทำให้คนยากคนจนเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องคดีขาดอายุความ (1 ปี) เนื่องจากรอมติแพทยสภา คนไข้ส่วนใหญ่จึงหมดโอกาสที่จะเรียกร้องหาความเป็นธรรม

ทั้งนี้ต่อมาสำนักงานศาลยุติธรรมได้เล็งเห็นทุกข์ของประชาชน จึงผลักดันให้มี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 และคนไข้สามารถฟ้องตาม พ.ร.บ.นี้ได้ เนื่องจากมีการตีความว่าการรักษาพยาบาลคือการให้บริการ เนื่องจากมีการเก็บค่ารักษา โดยข้อดีของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่คนไข้ได้รับคือ 

1.ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล 

2.หากมีการเจรจาอายุความจะสะดุด 

3.ความเสียหายที่ต่อเนื่องจากความเสียหายเดิมฟ้องใหม่ได้

และ 4.ภาระการพิสูจน์จะตกกับฝ่ายแพทย์

นางปรียนันท์ กล่าวว่า ด้วยข้อดีของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ทำให้คนยากจนได้รับโอกาสเข้าถึงกระบวนยุติธรรมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คดีฟ้องร้องทางการแพทย์จึงเพิ่มขึ้น และหลายคดีศาลพิพากษาให้ชนะทั้งที่แพทยสภามีมติว่า “คดีไม่มีมูล” แต่ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคดีที่ฟ้องแล้ว พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่มักแพ้คดี เนื่องจากพยานหลักฐานสู้ฝ่ายแพทย์ไม่ได้ แต่ทุกคนก็ยังหวังเอากระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย

อย่างไรก็ตามด้วยที่บุคลากรทางการแพทย์ย่อมไม่ชอบให้คนไข้ฟ้องร้อง เมื่อมีการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา ทีมของนายกแพทยสภาที่ผ่านมาจึงมีนโยบายหาเสียงว่า ถ้าได้รับเลือกจะเอาบริการทางการแพทย์ออกจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคให้ได้ จึงทำให้ชนะการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นการทำตามที่ได้หาเสียงเอาไว้เท่านั้น

“ในการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดความเสียหายที่ไม่ควรเกิด ครอบครัวคนไข้ก็ควรได้รับการเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม ขณะที่ไม่มีระบบชดเชยความเสียหายที่เป็นธรรม ก็ย่อมเกิดคดีความและส่งผลกระทบกับแพทย์ ดังนั้นทางออกที่ถูกต้องในเรื่องนี้ คือแพทยสภาควรก้าวข้ามความขัดแย้ง ช่วยคนไข้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่จะมีการชดเชยให้คนไข้โดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่ศาลจะดีกว่าการไล่ตามแก้ กฎหมาย เสนอให้ตัดบริการทางการแพทย์ออกจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ หรือเลี่ยงบาลีด้วยการเปลี่ยนคำว่า “บริการ” เป็น “บริบาล” เพียงเพื่อต้อน คนไข้ให้จนตรอกไม่ให้มีโอกาสในการต่อสู้คดีนั้น ถือเป็นความตั้งใจของหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้านที่รังแกประชาชน ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่จะคืนความสุขให้ประชาชนโดยสิ้นเชิง” ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าว  

นางปรียนันท์ กล่าวต่อว่า มองว่าไม่ควรตัดบริการทางการแพทย์ออกจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค หรือแม้แต่เปลี่ยนคำว่าบริการเป็นบริบาล เนื่องจากเป็นแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน อีกทั้งไม่ว่าวิชาชีพใดก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครเป็นอภิสิทธิ์ชน แต่หากแพทยสภาทำสำเร็จ ก็จะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง คือคนไข้ก็ต้องกลับไปฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล จะมีปัญหาเรื่องคดีหมดอายุความ ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับคนไข้ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ความเสียหายใหม่ฟ้องใหม่ไม่ได้ เมื่อสังคมเก็บกดไม่มีทางออก ความยุติธรรมไม่มีสันติก็ไม่เกิด

“ส่วนตัวเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น หากมีการตัดการรักษาออกจากกฎหมายฉบับนี้ และความจริงปัญหานี้แก้ได้เพียงแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ หรือฉบับที่กระทรวงปรับปรุงแล้วและตั้งชื่อใหม่ว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข พ.ศ... เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว เนื่องจากมีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข ฉบับของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีมติให้ผ่านด้วยคะแนนเสียง 148 เสียงต่อ 13 เสียง ไปรอการพิจารณาพร้อมกันอยู่ในคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งจะเป็นทางออกของปัญหาได้ดีกว่า” ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าว

แหล่งที่มาของข่าว : Website Health Focus

http://www.hfocus.org/content/2016/03/11935

Read 250 times Last modified on Friday, 29 April 2016 09:46